Menu
Categories

เปิดตำนานคเณศจตุรถี เทศกาลเฉลิมฉลองวันประสูติพระพิฆเนศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

หน้าหลัก > วัฒนธรรม > เทศกาลคเณศจตุรถี – ร่วมเฉลิมฉลององค์พระพิฆเนศ

เทศกาลคเณศจตุรถี คือวาระอันศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าผู้ศรัทธาจะได้ร่วมเฉลิมฉลองแด่องค์พระพิฆเนศ

Ganesha festival celebration

เทศกาลคเณศจตุรถี – ร่วมเฉลิมฉลององค์พระพิฆเนศ

เทศกาลคเณศจตุรถี หรือเทศกาลเฉลิมฉลององค์พระพิฆเนศ คือวาระอันศักดิ์สิทธิ์ที่องค์พระพิฆเนศ พระบุตรแห่งพระศิวะและพระแม่ปารวตี ได้เสด็จลงมาอุบัติบนโลกมนุษย์พร้อมด้วยเศียรช้างอันสง่างาม วันนี้ถือเป็นวันประสูติขององค์พระพิฆเนศ ซึ่งในภาษาสันสกฤต กรรณาฏก ภาษาทมิฬ และภาษาเตลูกู จะเรียกขานกันว่า “วินายกจตุรถี” หรือ “วินายกจาวิตี” ส่วนในภาษาคอนกานีเรียกว่า “จาวัต” และในภาษาเนปาลภาเรียกว่า “จาธา”

เทศกาลนี้จะจัดขึ้นในเดือนภัทรบท (เดือนทางฮินดู) ในช่วงข้างขึ้น (Shukla Paksha) วันที่ 4 (จตุรถี) ซึ่งมักจะตรงกับช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนของทุกปี โดยเทศกาลจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน 10 วัน และสิ้นสุดลงในวันอนันตจตุรถี

องค์พระพิฆเนศ ผู้มีเศียรเป็นช้าง พระบุตรแห่งพระศิวะและพระแม่ปารวตี ทรงเป็นมหาเทพผู้สูงสุดแห่งสรรพวิชา ปัญญา ความมั่งคั่ง และความโชคดี พระองค์คือเทพองค์แรกที่เหล่าผู้ศรัทธาต้องกระทำพิธีสักการบูชาก่อนเริ่มพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ใดๆ

องค์พระวินายก ทรงเป็นที่เคารพสักการะในฐานะผู้คุ้มครองรักษาความดีงามทั้งปวง และทรงเป็นผู้ขจัดอุปสรรค (วิฆณะ) หรือลางร้ายทั้งหลายให้มลายสิ้นไป พระองค์ทรงมาพร้อมกับสัญลักษณ์แห่งความมงคลและความรุ่งเรือง (ศุภ-ลาภ)

Lord Ganesha elephant

ความสำคัญของเทศกาลคเณศ

ตามคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของฮินดู องค์พระพิฆเนศ หรือพระคเณศ (ซึ่งมีความหมายว่า “เจ้าแห่งเหล่าคณะ” หรือเหล่าบริวารของพระศิวะ) มีตำนานเล่าขานว่า เมื่อครั้งที่พระศิวะมหาเทพทรงออกไปทำศึกสงคราม พระแม่ปารวตีผู้เป็นชายา ทรงปรารถนาจะอาบน้ำชำระกาย แต่เนื่องจากไม่มีผู้ใดคอยเฝ้าประตูบ้าน พระแม่จึงทรงมีพระดำริที่จะสร้างบุตรขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เฝ้าประตู พระแม่ปารวตีจึงทรงใช้ผงจันทน์อันศักดิ์สิทธิ์มาปั้นเป็นรูปกายและประทานลมหายใจแห่งชีวิตให้แก่รูปปั้นนั้น จากนั้นทรงกำชับให้บุตรน้อยยืนเฝ้าประตูและห้ามมิให้ผู้ใดผ่านเข้าไปโดยเด็ดขาด ในขณะนั้นเอง พระศิวะได้เสด็จกลับมาจากสมรภูมิ

เมื่อพระศิวะและพระพิฆเนศน้อยยังมิได้ทรงรู้จักกัน องค์พระพิฆเนศจึงทรงขัดขวางมิให้พระศิวะเสด็จเข้าสู่ห้องบรรทมของพระแม่ปารวตี ด้วยความกริ้วที่ถูกขัดขวาง พระศิวะจึงทรงใช้ตรีศูลตัดเศียรของพระพิฆเนศน้อยเสีย เมื่อพระแม่ปารวตีเสด็จออกมาพบว่าพระบุตรถูกตัดเศียร พระนางทรงกริ้วอย่างสุดซึ้งจนปรากฏกายในปางพระแม่กาลี และทรงขู่ว่าจะทำลายล้างทั้งสามภพ อันได้แก่ สวรรค์ โลกมนุษย์ และโลกบาดาล

ด้วยความเกรงกลัวต่อมหันตภัยที่กำลังจะเกิดขึ้น เหล่าทวยเทพต่างพากันอ้อนวอนให้พระศิวะทรงระงับความกริ้วของพระแม่ปารวตี พระศิวะจึงทรงส่งเหล่าคณะบริวารออกไปตามหาศีรษะของสิ่งมีชีวิตแรกที่หันหน้าไปทางทิศเหนือ (ซึ่งเป็นทิศอุดมมงคลที่สื่อถึงปัญญา) และพวกเขาได้พบกับช้างหนึ่งเชือก จึงได้นำเศียรช้างนั้นมาถวาย พระศิวะจึงทรงนำเศียรช้างมาประดิษฐานลงบนร่างของพระบุตรและประทานชีวิตใหม่ให้แก่พระองค์ พระแม่ปารวตีทรงปลาบปลื้มยินดีอย่างยิ่งและทรงโอบกอดพระบุตรผู้มีเศียรเป็นช้างไว้ในอ้อมกอด ซึ่งพระศิวะทรงขนานนามพระองค์ว่า “พระพิฆเนศ” ผู้เป็นเจ้าแห่งเหล่าคณะบริวาร

นอกจากนี้ยังมีตำนานอีกมากมายเกี่ยวกับองค์พระพิฆเนศ เช่น ในวันคเณศจตุรถี มีความเชื่อว่าไม่ควรจ้องมองดวงจันทร์ เนื่องจากตำนานกล่าวว่าองค์พระพิฆเนศทรงโปรดปรานขนมโมทกะเป็นอย่างยิ่ง จนทรงเสวยมากเกินไปทำให้พระวรกายอวบอ้วนจนเดินลำบาก ระหว่างทางพระองค์ทรงใช้พญางูมาคาดเอวไว้เป็นเข็มขัด เมื่อพระจันทร์ (จันทรา) ทรงเห็นภาพนั้นก็ทรงเกิดความขบขันและหัวเราะเยาะเย้ยในความอวบอัดของพระองค์ องค์พระพิฆเนศทรงกริ้วเป็นอย่างมาก จึงทรงสาปแช่งไว้ว่า ผู้ใดที่จ้องมองดวงจันทร์ในวันประสูติของพระองค์ จะต้องประสบกับคำสาปแช่งอันไม่เป็นมงคล

Ganesha birth legend

ตำนานแห่งปัญญาและพาหนะศักดิ์สิทธิ์

องค์พระพิฆเนศทรงมีหนูเป็นพาหนะคู่บารมี มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งเมื่อพระนารทฤาษีได้เข้าเฝ้าพระศิวะและพระแม่ปารวตี ณ เขาไกรลาศ พระองค์ได้ถวายผลมะม่วงศักดิ์สิทธิ์แก่พระองค์ทั้งสอง องค์พระพิฆเนศและพระสุมุข (พระขันธกุมาร) ต่างก็แย่งชิงผลมะม่วงนั้นกัน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการแข่งขันขึ้น โดยกำหนดว่าใครที่สามารถเดินทางรอบโลกได้ครบ 3 รอบก่อน จะเป็นผู้ชนะและได้รับผลมะม่วงนั้นไป พระสุมุขทรงขี่นกยูงคู่ใจออกเดินทางเพื่อมุ่งสู่ชัยชนะ แต่พระพิฆเนศทรงใช้ปัญญาโดยการเดินเวียนรอบพระศิวะและพระแม่ปารวตีทั้ง 3 รอบ เนื่องจากทรงถือว่าพระบิดาและพระมารดาคือโลกทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ พระศิวะจึงทรงประทานพรให้พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดที่สุดและเป็นผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้

Ganesha riding mouse

ประวัติศาสตร์แห่งเทศกาลคเณศ

ในปี ค.ศ. 1893 โลคมัญญ์ ติลก นักชาตินิยม นักปฏิรูปสังคม และนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพชาวอินเดีย ได้ทรงเลือกองค์พระพิฆเนศให้เป็นศูนย์รวมจิตใจในการต่อต้านการปกครองของอังกฤษ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็น “เทพเจ้าของมหาชน” ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากผู้คนทุกชนชั้น

การจัดเทศกาลคเณศจตุรถีให้เป็นเทศกาลระดับชาติ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ “เชื่อมประสานความแตกต่างระหว่างชนชั้นพราหมณ์และผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์” และเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในระดับรากหญ้า ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียจากการปกครองของอังกฤษ

Lokmanya Tilak Ganesha

การเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลคเณศจตุรถี

เหล่าช่างปั้นผู้เปี่ยมด้วยศรัทธาต่างเริ่มเตรียมการรังสรรค์องค์พระพิฆเนศล่วงหน้าถึง 2-3 เดือน ก่อนที่เทศกาลคเณศจตุรถีจะมาถึง โดยเหล่าช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญจะบรรจงปั้นเทวรูปดินเหนียวที่มีความงดงามเสมือนมีชีวิต เพื่อนำมาจำหน่ายในเทศกาลอันศักดิ์สิทธิ์นี้ องค์เทวรูปได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา แสดงถึงพระลักษณะขององค์พระพิฆเนศในท่วงท่าและสีสันที่หลากหลาย โดยมีขนาดตั้งแต่ขนาดจิ๋วเพียง 3/4 นิ้ว ไปจนถึงความสูงสง่ากว่า 25 ฟุต

แม้เทศกาลนี้จะมีการเฉลิมฉลองกันทั่วทั้งประเทศอินเดีย แต่ความยิ่งใหญ่และตระการตาที่สุดจะปรากฏให้เห็นในรัฐมหาราษฏระ, รัฐโกอา (ซึ่งถือเป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับชาวกอนกณีทั่วโลก), รัฐคุชราต, รัฐกรณาฏกะ, รัฐอานธรประเทศ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิมาราธา นอกจากนี้ในประเทศเนปาล ชาวเนวาร์ก็ได้ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลนี้อย่างยิ่งใหญ่เช่นกัน

เทศกาลคเณศจตุรถีเริ่มต้นขึ้นด้วยการอัญเชิญเทวรูปพระพิฆเนศเข้าประดิษฐานภายในบ้านเรือนที่ตกแต่งอย่างสวยงาม รวมถึงในศาลาชั่วคราวหรือ “มณฑป” (Pandals) ที่สร้างขึ้นตามชุมชนต่างๆ ซึ่งมณฑปเหล่านี้จะถูกประดับประดาอย่างพิเศษเพื่อต้อนรับเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นการใช้พวงมาลัยดอกไม้, กิ่งกล้วยขนาดเล็ก, แสงไฟอันระยิบระยับ หรือการตกแต่งตามแนวคิด (Theme) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวทางศาสนาหรือเหตุการณ์สำคัญในปัจจุบัน

เหล่าผู้ศรัทธาจะร่วมกันประกอบพิธีบูชาเทวรูปพร้อมกับครอบครัวและมิตรสหาย โดยมีพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีซึ่งมักจะสวมชุดโธตี (Dhoti) และผ้าคลุมไหล่สีแดงอันเป็นมงคล เป็นผู้ประกอบพิธี “ปราณประติษฐ์” (Pranapratishhtha) เพื่ออัญเชิญเทวานุภาพและจิตวิญญาณเข้าสู่องค์เทวรูป ท่ามกลางเสียงสวดมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นจะตามด้วยพิธี “โศฑโศปจาร” (Shhodashopachara) หรือการถวายเครื่องสักการะ 16 ขั้นตอน

เครื่องถวายอันศักดิ์สิทธิ์ประกอบด้วย หญ้าดูรวา (Durva) จำนวน 21 เส้น, ดอกไม้สีแดง, มะพร้าว, น้ำตาลกรวด และขนมโมทกะอีก 21 ชิ้น องค์เทวรูปจะได้รับการอภิเษกด้วยผงกุมกุม (Kumkum) และแป้งจันทน์หอม พร้อมกับการสวดพระเวทจากฤคเวท, คัมภีร์คเณศอัตถรรวศีรษะอุปนิษัท และบทสวดคเณศสโตตระจากนารทะปุราณะ เพื่อความเป็นสิริมงคล

Ganesha idol making,

นอกเหนือจากองค์พระพิฆเนศแล้ว ในครอบครัวชาวอินเดียใต้ยังมีการอัญเชิญเทวรูปพระแม่คเณศ (Gouri) มาประดิษฐานเพื่อสักการบูชา โดยเหล่าสตรีจะประกอบพิธี “คเณศวรี วรัต” (Gouri Vrata) ในรูปแบบของ “มังคลา คเณศวรี” (Mangala Gauri) เพื่อความเป็นสิริมงคลและขอความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต

การเฉลิมฉลองจะดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 10 วัน ตั้งแต่วัน Bhadrapad Shudh Chaturthi ไปจนถึงวัน Ananta Chaturdashi และในวันที่ 11 เทวรูปจะถูกอัญเชิญในขบวนแห่ที่เต็มไปด้วยความรื่นเริง ทั้งการร่ายรำ การขับร้อง และเสียงดนตรีที่กึกก้องไปตามท้องถนน เพื่อนำไปลอยในแม่น้ำหรือในทะเล ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการส่งเสด็จองค์มหาเทพกลับคืนสู่เขาไกรลาศ พร้อมกับการรับเอาความทุกข์โศกทั้งปวงของผู้ศรัทธากลับไปด้วย

“Ganapathi Bappa Morya, Purchya Varshi Laukar ya” (ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ โปรดเสด็จกลับมาหาพวกเราอีกครั้งในปีหน้า) คือเสียงกู่ร้องที่ดังกึกก้องในขณะที่กำลังทำพิธีลอยองค์เทวรูป เมื่อเสร็จสิ้นการถวายมะพร้าว ดอกไม้ และกำยานเป็นครั้งสุดท้าย ผู้ศรัทธาจะร่วมกันอัญเชิญเทวรูปไปสู่สายน้ำ

พระพิฆเนศทรงโปรดปรานอาหารเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ “ขนมโมทกะ” ซึ่งเป็นขนมหวานหลักประจำเทศกาล (ในอินเดียใต้จะเรียกว่า Modakam) ขนมชนิดนี้ทำจากแป้งข้าวเจ้าหรือแป้งสาลี สอดไส้ด้วยมะพร้าวขูดสดหรือแห้ง ผสมกับน้ำตาลกรวด ถั่ว และเครื่องปรุงรสต่างๆ โดยนำไปนึ่งหรือทอดจนสุกหอม นอกจากนี้ยังมีขนม “การันจิ” (Karanji หรือ Karjikai ในภาษาทมิฬ) ซึ่งมีรสชาติและส่วนประกอบคล้ายคลึงกับโมทกะ แต่มีรูปทรงเป็นครึ่งวงกลมอันเป็นเอกลักษณ์

เทศกาลนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยกลุ่มชุมชนหรือ “มณฑล” (Mandalas) ต่างแข่งขันกันสร้างสรรค์เทวรูปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและจัดมณฑปที่งดงามที่สุด นอกจากจะเป็นช่วงเวลาแห่งความรื่นเริงทางวัฒนธรรมผ่านบทเพลง ละคร และวงดนตรีแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการแบ่งปันผ่านกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เช่น การตรวจสุขภาพฟรี, การบริจาคโลหิต และการบริจาคทานเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้

IMAGE_END

Modak sweet, Ganesh

เทศกาลนี้ได้กลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อรัฐมหาราษฏระ เนื่องจากศิลปิน อุตสาหกรรม และธุรกิจจำนวนมากต่างพึ่งพาและเติบโตขึ้นจากงานเทศกาลอันยิ่งใหญ่นี้ นอกจากนี้ เทศกาลคเณศจตุรถียังเป็นเวทีอันทรงเกียรติที่เปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถและนำเสนอผลงานศิลปะต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวาง

Indian festival economy,

การเฉลิมฉลองเทศกาลคเณศจตุรถีในต่างแดน

เทศกาลอันศักดิ์สิทธิ์นี้ได้รับการเฉลิมฉลองในหลากหลายแห่งทั่วทุกมุมโลก เช่นในสหรัฐอเมริกา องค์กร Hindu Swayamsevak Sangh ซึ่งเป็นกลุ่มชาวฮินดูในอเมริกา ได้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมายเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลนี้

สำหรับในสหราชอาณาจักร ชาวฮินดูที่พำนักอยู่ในต่างแดนได้ร่วมกันเฉลิมฉลองผ่านองค์กรต่างๆ ในย่าน Southall เช่น The Hindu Culture and Heritage Society, UK ณ วิหาร Vishwa Hindu Temple โดยมีการอัญเชิญเทวรูปไปลอยในแม่น้ำเทมส์ บริเวณ Putney Pier

ความนิยมของเทศกาลนี้ได้แผ่ขยายไปไกลจนถึงประเทศมอริเชียส ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการ

Ganesh celebration UK,

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดของเทศกาลคเณศที่มีต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เกิดจากการนำเทวรูปที่ทำจากปูนปลาสเตอร์ (Plaster of Paris) ไปลอยในทะเลสาบ แม่น้ำ และมหาสมุทร เนื่องจากปูนปลาสเตอร์ใช้เวลานานในการละลายน้ำ และในกระบวนการนั้นได้ปลดปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำ อีกทั้งสีเคมีที่ใช้ตกแต่งเทวรูปปูนปลาสเตอร์เหล่านี้ยังมีส่วนผสมของโลหะหนัก เช่น ปรอท และแคดเมียม

ในวันสุดท้ายของเทศกาล ผู้ศรัทธาจำนวนหลายพันคนจะนำเทวรูปปูนปลาสเตอร์ไปลอยในแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นการเพิ่มความเป็นกรดในน้ำและเพิ่มความเข้มข้นของโลหิตหนัก ส่งผลให้ในวันรุ่งขึ้นหลังการลอยองค์ มักจะพบฝูงปลาที่ตายแล้วลอยเกลื่อนอยู่บนผิวน้ำเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพน้ำอย่างฉับพลัน

ด้วยเหตุนี้ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่งจึงได้พยายามเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ โดยมีแนวทางที่ถูกเสนอขึ้นดังนี้:

1. การนำเทวรูปปูนปลาสเตอร์กลับมาใช้ใหม่ โดยการทาสีใหม่เพื่อนำมาใช้ในปีถัดไป

2. การหันกลับมาใช้เทวรูปจากดินเหนียวธรรมชาติแบบดั้งเดิม และใช้วิธีการลอยองค์ในถังน้ำภายในบ้าน

3. การใช้เทวรูปที่ทำจากหินหรือทองเหลืองซึ่งสามารถใช้ซ้ำได้ทุกปี และทำเพียงพิธีลอยองค์เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

4. การออกกฎหมายห้ามนำเทวรูปปูนปลาสเตอร์ไปลอยในทะเลสาบ แม่น้ำ และทะเล

5. การใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น กระดาษอัด (Paper Mache) ในการสร้างเทวรูป

6. การรณรงค์ให้ผู้ศรัทธาลอยองค์เทวรูปในถังน้ำที่จัดเตรียมไว้ แทนการนำไปลอยในแหล่งน้ำธรรมชาติ

Environmental impact festival,

Source URL: https://www.karnataka.com/culture/ganesh-chaturthi/