Menu
Categories

เปิดตำนานพระพิฆเนศ เทพเจ้าเศียรช้าง ผู้ขจัดอุปสรรคและประทานความสำเร็จ

พระพิฆเนศคือใคร?

พระพิฆเนศ (หรือที่รู้จักในนาม คเณศ หรือ คณปติ) องค์เทพผู้มีพระเศียรเป็นช้าง ผู้ประทานความโชคดีและความมั่งคั่งรุ่งเรือง และเป็นเทพเจ้าแห่งการเริ่มต้นทั้งปวง ทรงเป็นหนึ่งในเทพเจ้าที่สำคัญและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในตำนานฮินดู

เปิดตำนานพระพิฆเนศ เทพเจ้าเศียรช้าง ผู้ขจัดอุปสรรคและประทานความสำเร็จ

พระองค์ทรงเป็นพระโอรสของพระศิวะและพระแม่ปารวตี ตามธรรมเนียมปฏิบัติในการประกอบพิธีบูชาหรือการสวดมนต์ของชาวฮินดู ทุกครั้งจะเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญพระพิฆเนศผ่านบทสวดคเณศอารตีหรือมนตราแห่งคเณศ พระองค์ยังทรงได้รับการยกย่องในฐานะเทพเจ้าแห่งความรู้และสติปัญญา และมักได้รับการขนานนามด้วยความรักยิ่งว่า “ผู้ขจัดอุปสรรค” ก่อนที่ผู้ศรัทธาจะเริ่มดำเนินภารกิจที่ยากลำบากหรือการผจญภัยครั้งใหม่ มักจะมีการอัญเชิญพระพิฆเนศมาเพื่อทรงปัดเป่าอุปสรรคทั้งปวงให้พ้นทาง และขอพรให้ทรงประทานสติปัญญาอันเฉลียวฉลาด

แม้พระพิฆเนศจะเป็นเทพเจ้าหลักในศาสนาฮินดู แต่พระองค์ยังได้รับการเคารพบูชาในศาสนาพุทธและศาสนาเชนอีกด้วย

ชาวฮินดูมีความศรัทธาในพระองค์อย่างลึกซึ้ง และมีการเฉลิมฉลองเทศกาลคเณศจตุรถีซึ่งยาวนานถึง 10 วัน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการประสูติของพระพิฆเนศและรำลึกถึงคำสอนของพระองค์ เป็นการแสดงความกตัญญูต่อต้นกำเนิดอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์

Lord Ganesha, Hindu

พระนามอันศักดิ์สิทธิ์: นามอันเป็นมงคลของพระพิฆเนศ

พระพิฆเนศทรงมีพระนามและสมญานามอันหลากหลายที่เหล่าผู้ศรัทธาต่างเรียกขานด้วยความเคารพรัก โดยพระนามที่มีอานุภาพสูงสุด ได้แก่ คณปติ, ลัมโบทระ, เอกทันต์, วินายก และ วิฆเนศวร ซึ่งแต่ละพระนามล้วนมีความหมายอันลึกซึ้งและแฝงไปด้วยเรื่องราวอันทรงคุณค่า

คณปติ (Ganapati)

พระนามนี้มีที่มาจากคำว่า “คณะ” (Gana) และ “ปติ” (Pati) ซึ่งมีความหมายโดยตรงว่า “เจ้าแห่งเหล่าบริวาร” หรือ “เจ้าแห่งมวลชน” เป็นพระนามที่พระศิวะทรงประทานให้หลังจากที่พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์

วินายก (Vinayaka)

หมายถึง องค์เทพแห่งสติปัญญาและปัญญาอันล้ำเลิศ เมื่อครั้งที่พระพิฆเนศทรงเอาชนะพระเชษฐาในการแข่งขันเพื่อชิง “ผลไม้แห่งความรู้” พระแม่ปารวตีจึงทรงประทานพระนาม “วินายก” ให้แก่พระโอรส

วิฆเนศวร (Vighnaharta)

พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะ “ผู้ขจัดอุปสรรค” ก่อนที่ผู้ศรัทธาจะเผชิญกับภารกิจที่ยากลำบาก มักจะอัญเชิญพระนามของพระองค์เพื่อขอให้ทรงปัดเป่าสิ่งกีดขวางทั้งปวงให้หมดสิ้นไป ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้รับนามอันเป็นมงคลว่า “วิฆเนศวร” หรือผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวง

ลัมโบทระ (Lambodara)

พระองค์ทรงมีพระนามอันเป็นที่รักว่า “ลัมโบทระ” ซึ่งมาจากคำสันสกฤตว่า “ลัมบะ” (Lamba) และ “ทระ” (Dara) หมายถึง “ผู้มีพระอุทร (ท้อง) อันยาวใหญ่” ตามคติความเชื่อ พระพิฆเนศทรงมีพระอุทรที่อวบอิ่ม เนื่องจากพระองค์ทรงบรรจุจักรวาลทั้งปวงไว้ภายในพระอุทรนั้น หรือที่เรียกว่า “พรหมมาณฑล” (Brahmandas) ซึ่งเป็นตัวแทนของอดีต ปัจจุบัน อนาคต และต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง ทำให้พระอุทรของพระองค์ดูยิ่งใหญ่ การมีพระอุทรที่อวบอิ่มยังเป็นสัญลักษณ์ของการดูดซับ “อาหารแห่งความคิด” และความปรารถนาที่จะรวบรวมและสั่งสมสรรพวิชาความรู้เข้าไว้ในพระองค์อย่างไม่สิ้นสุด

เอกทันต์ (Ekdant)

พระนาม “เอกทันต์” มีที่มาจากเรื่องราวแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงและรักษาคำสัตย์ของพระองค์ “เอกทันต์” แปลว่า “ผู้มีงาเพียงข้างเดียว” เนื่องจากพระพิฆเนศทรงมีพระงาที่หักไปหนึ่งข้าง ตามตำนานเล่าว่าในขณะที่กำลังประกอบพิธีติดตั้งพระเศียรช้างเข้ากับพระวรกาย พระศิวะทรงทำพระงาหักไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

Ganesha Epithets, Ganapati,

ตำนานกำเนิดพระพิฆเนศ

เรื่องราวการกำเนิดของพระพิฆเนศถือเป็นหนึ่งในตำนานที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใครในบรรดาเทพเจ้าแห่งฮินดู เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากพระศิวะและพระแม่ปารวตี โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความเหงาของพระแม่ปารวตีในช่วงที่พระศิวะต้องเสด็จไปบำเพ็ญตบะเป็นเวลานาน พระศิวะมักจะเสด็จไปบำเพ็ญภาวนาบนเทือกเขาเป็นเวลาหลายปีโดยไม่มีใครพบเห็น ในขณะที่พระแม่ปารวตีมิได้เสด็จตามไปด้วย ทำให้พระองค์ต้องอยู่เพียงลำพังที่คฤหาสน์

ในการบำเพ็ญตบะครั้งหนึ่ง ความเหงาและความเศร้าสร้อยได้เข้าครอบงำพระแม่ปารวตี จนพระองค์มิอาจทนต่อความเงียบเหงาภายในคฤหาสน์ได้อีกต่อไป ด้วยความปรารถนาที่จะมีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อน พระแม่ปารวตีจึงตัดสินใจสร้างสรรค์สิ่งมีชีวิตขึ้นมาเพื่อเป็นเพื่อนคลายเหงา—นั่นคือการสร้างพระโอรสขึ้นมานั่นเอง

พระแม่ปารวตีทรงใช้ผงขมิ้นที่ทรงชโลมกายมาปั้นเป็นรูปเด็กชาย และด้วยความรักและความโหยหาที่จะมีผู้ที่ซื่อสัตย์และอยู่เคียงข้าง พระองค์จึงได้ประทานลมหายใจให้แก่รูปปั้นนั้น จนกลายเป็นกำเนิดของพระพิฆเนศในปฐมบท—ผลลัพธ์แห่งความปรารถนาอันลึกซึ้งที่สุดของพระแม่ปารวตี

Goddess Parvati, Creation

เหตุใดพระพิฆเนศจึงมีพระเศียรเป็นช้าง?

ในวันหนึ่ง พระแม่ปารวตีทรงกำชับให้พระโอษฐ์ (พระพิฆเนศ) เฝ้าประตูในขณะที่พระองค์กำลังสรงน้ำ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ “ห้ามให้ผู้ใดผ่านเข้าไปโดยเด็ดขาด” ด้วยความกตัญญูและซื่อสัตย์ต่อพระมารดา พระพิฆเนศจึงเข้าประจำการที่หน้าประตูทันที และมิยอมให้ผู้ใดก้าวล่วงเข้าไปในขณะที่พระมารดากำลังสรงน้ำได้แม้แต่ผู้เดียว

ทว่าสิ่งที่พระแม่ปารวตีมิได้ทรงทราบคือ การกระทำนี้กำลังจะนำมาซึ่งความกริ้วของพระศิวะ เพราะในวันนั้นเองคือวันที่พระศิวะทรงตัดสินใจเสด็จกลับจากการบำเพ็ญตบะอันยาวนาน 1 ปี

เมื่อเสด็จมาถึงหน้าประตู พระองค์ทรงถูกขัดขวางโดยพระพิฆเนศ—ผู้ซึ่งมิได้ทราบว่าบุคคลตรงหน้าคือใคร—และมิได้รับอนุญาตให้เข้าสู่คฤหาสน์ของตนเอง พระศิวะทรงตกพระทัยและพิโรธเมื่อพบกับเด็กหนุ่มรูปงามที่ไม่รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน การถูกขัดขวางโดยคนแปลกหน้าทำให้พระศิวะทรงกริ้วจัดและเริ่มทรงพิโรธต่อเด็กน้อยผู้นี้ เพราะในโลกนี้ไม่มีใครกล้าขัดขวางทางเสด็จของพระศิวะ แต่เด็กน้อยผู้นี้กลับยืนหยัดต่อต้านพระองค์อย่างไม่ลดละ

ด้วยความรู้สึกถูกลบหลู่ในความอหังการ พระศิวะจึงทรงส่งกองทัพเทพมาเพื่อปราบพระพิฆเนศ แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ พระพิฆเนศทรงเอาชนะทุกคนที่ดาหน้าเข้ามาได้อย่างง่ายดาย และด้วยการกำเนิดของ “เทวี” ผู้ทรงพลัง ทำให้พระพิฆเนศได้รับพรแห่งอำนาจสวรรค์ ส่งผลให้พระศิวะต้องทรงลงมาจัดการเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง

ด้วยพระพิโรธอันแรงกล้า พระศิวะทรงตัดพระเศียรของพระพิฆเนศจนสิ้นพระชนม์ ซึ่งสร้างความโศกเศร้าเสียพระทัยแก่พระแม่ปารวตีอย่างที่สุด

เมื่อความโกรธและความเสียใจเข้าครอบงำ พระแม่ปารวตีทรงดำเนินไปหาพระพรหมด้วยความตั้งใจที่จะทำลายล้างสรรพสิ่งให้สิ้นซาก เมื่อพระพรหมทรงเห็นความไม่สงบของพระแม่ปารวตี จึงได้กราบทูลขอให้พระศิวะทรงหาทางแก้ไขเพื่อระงับความกริ้วของพระแม่ปารวตีลง

เมื่อพระศิวะทรงคืนสู่สติสัมปชัญญะและทรงตระหนักถึงเรื่องราว พระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะหาทางชุบชีวิตพระพิฆเนศให้ฟื้นคืนมาอีกครั้ง พระองค์จึงทรงส่งพระพรหมออกไปเพื่อหาศีรษะมาทดแทนศีรษะเดิมของพระพิฆเนศ โดยทรงกำชับว่าให้นำศีรษะของสัตว์ตัวแรกที่พบเจอมาให้ได้

Lord Shiva Anger,

กำเนิดแห่งพระพิฆเนศ

ในขณะที่พระพรหมเสด็จผ่านผืนป่าอันกว้างใหญ่ พระองค์ได้ทรงพบกับช้างผู้ทรงพลัง และทรงมีพระดำริที่จะนำเศียรของสัตว์มงคลนี้มาประดิษฐานแทนที่เศียรเดิมของพระพิฆเนศ

จากนั้น พระศิวะทรงประทานเศียรช้างเข้ากับพระวรกายของพระพิฆเนศอย่างไร้รอยต่อ นำมาซึ่งการฟื้นคืนพระชนม์ชีพในรูปลักษณ์อันงดงามและเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งยวดดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

เพื่อเป็นการแสดงความรักต่อพระแม่ปารวตีและเพื่อเป็นการชดเชยต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พระศิวะจึงทรงสถาปนาพระพิฆเนศขึ้นเป็นเจ้าแห่งคณะ (Ganas) หรือเผ่าพันธุ์ของพระองค์ ส่งผลให้พระองค์ทรงมีนามว่า “คณปติ” (Ganapati) นับแต่นั้นมา พระศิวะทรงภาคภูมิใจในพระองค์ในฐานะพระโอรส และทรงประกาศว่าพระองค์คือเทพเจ้าองค์แรกและสำคัญที่สุด ผู้ทรงเปี่ยมด้วยปัญญาอันล้ำเลิศเหนือกว่ามนุษย์ปุถุชน และทรงเป็นผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวงที่ขวางกั้นวิถีแห่งมนุษย์ให้หมดสิ้นไป

Lord Ganesha rebirth

พุทธลักษณะและสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์: พระพิฆเนศทรงมีรูปลักษณ์อย่างไร?

พระพิฆเนศทรงเป็นองค์เทพที่มีรูปลักษณ์อันน่าอัศจรรย์และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ในตำนานฮินดู โดยมักปรากฏในรูปลักษณ์ของเด็กชายผู้มีพระวรกายอวบอิ่ม พระเศียรเป็นช้าง และมีพระวรกายที่สง่างาม พระองค์ทรงมี 4 พระหัตถ์ พร้อมด้วยงาที่หักหนึ่งข้าง และถือขวานซึ่งเป็นศาสตราอาวุธคู่พระวรกาย แม้แต่พระนาม “คณปติ” ก็ยังสะท้อนถึงพลังแห่งจักรวาล อันเป็นจุดกำเนิดของสรรพสิ่งและเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสรรพสิ่งในกาลข้างหน้า

เบื้องหลังพุทธลักษณะของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นพระอุทรที่อวบอิ่ม พระนาสิก (งวง) พระโอษฐ์ที่กว้าง และพระกรรณ (หู) ที่ใหญ่โต ล้วนแฝงไว้ด้วยสัญลักษณ์อันลึกซึ้ง

พระพิฆเนศทรงมีพระอุทรที่อวบอิ่ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนความกว้างใหญ่ของจักรวาล ทั้งยังสื่อถึงการยอมรับในทุกสรรพสิ่งและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

พระเศียรของพระองค์ได้รับการเคารพสักการะในฐานะสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่และการฟื้นคืนชีพ ตลอดจนเป็นตัวแทนแห่งปัญญาและความเข้าใจอันถ่องแท้ นอกจากนี้ยังมีคำว่า “ญาณศักดิ์สิทธิ์” (Gyan Shakti) และ “กรรมศักดิ์สิทธิ์” (Karma Shakti) ซึ่งมักถูกกล่าวถึงเมื่อพรรณนาถึงพระเศียรของพระองค์ อันหมายถึงพลังแห่งปัญญาและพลังแห่งความปรารถนาดี

ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงมีพระกรรณที่ใหญ่โต เพื่อสื่อถึงการที่พระองค์ทรงสดับฟังคำอธิษฐานและคำขอร้องของผู้ศรัทธาทั้งปวง พระโอษฐ์ที่กว้างสื่อถึงความปรารถนาตามธรรมชาติของมนุษย์ที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม และพระนาสิก (งวง) คือสัญลักษณ์แห่งพละกำลังและประสิทธิภาพในการจัดการ เนื่องจากสามารถหยิบฉวยและควบคุมทุกสิ่งในจักรวาลได้

ในเกือบทุกงานพุทธศิลป์ที่ปรากฏ พระพิฆเนศจะทรงมีงาที่หักหนึ่งข้างเสมอ

ตามตำนานเล่าว่า พระพิฆเนศทรงเป็นผู้จดจารมหากาพย์มหาภารตะตามคำบอกเล่าของพระฤๅษีวยาส โดยทั้งสองพระองค์ได้ทำข้อตกลงกันว่าจะต้องจดจารและเขียนมหากาพย์นี้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก ในระหว่างการจดจารนั้น ขนที่ใช้ในการเขียนของพระองค์ได้หักลง เพื่อเป็นการรักษาคำมั่นสัญญา พระองค์จึงทรงหักงาของพระองค์เองเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการเขียนต่อไป

Lord Ganesha iconography

ความหมายแห่งพระหัตถ์ทั้งสี่

พระพิฆเนศทรงมี 4 พระหัตถ์ ซึ่งแต่ละพระหัตถ์ล้วนเป็นสัญลักษณ์แทนคุณลักษณะแห่งตน อันประกอบด้วย จิต, ปัญญา, อัตตา และมโนธรรม พระหัตถ์หนึ่งทรงถือดอกบัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรู้แจ้ง ในขณะที่อีกพระหัตถ์ทรงถือขวาน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับทำลายอวิชชาหรือความเขลาให้หมดสิ้นไปจากจักรวาล พระหัตถ์อีกข้างหนึ่งมักทรงถือขนมหวานอันเป็นสัญลักษณ์แห่งผลตอบแทนของการเป็นผู้มีปัญญา และพระหัตถ์ที่สามนั้นทรงหงายขึ้นเพื่อประทานพรและอำนวยชัยแก่เหล่าผู้ศรัทธา

Lord Ganesha four

เหตุใดพระพิฆเนศจึงมีหนูเป็นพาหนะ?

มีตำนานและเรื่องเล่ามากมายที่อธิบายถึงที่มาของพาหนะของพระพิฆเนศ โดยเรื่องราวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือตำนานของเทพนักดนตรีนามว่า “กราวนจา” (Krauncha)

ตำนานกล่าวว่า วันหนึ่งขณะที่กราวนจากำลังแสดงดนตรีในราชสำนักของพระอินทร์ ท่ามกลางเหล่าข้าราชบริพารและพระมุนีผู้ทรงศีล ในระหว่างการแสดงนั้น กราวนจาได้เผลอไปเหยียบพระบาทของพระมุนีวามเทวะเข้า ด้วยความกริ้วต่อเหตุการณ์ดังกล่าว พระมุนีจึงได้สาปกราวนจาให้กลายเป็นหนู และหนูตัวนั้นก็เติบโตขึ้นจนกลายเป็นหนูยักษ์ที่มีขนาดมหึมา กราวนจาในร่างหนูยักษ์ได้สร้างความเสียหายไปทุกที่ที่เคลื่อนผ่าน และวันหนึ่งได้ทำลายอาศรมของสหายผู้เป็นที่รักยิ่งของพระพิฆเนศ ด้วยความต้องการที่จะสั่งสอนบทเรียนแก่เขา พระพิฆเนศจึงทรงใช้บ่วงบาศก์คล้องคอกราวนจาไว้และสยบเขาลงแทบพระบาท ด้วยความหวาดกลัว กราวนจาได้กราบทูลขอขมาต่อพระองค์ และด้วยความเมตตาและเปี่ยมด้วยความเข้าใจ พระพิฆเนศจึงทรงให้อภัยและทรงรับเขาไว้เป็นพาหนะประจำพระองค์

อีกความเชื่อหนึ่งระบุว่า พระพิฆเนศทรงจำเป็นต้องเสด็จไปยังทุกซอกมุมและทุกพื้นที่ที่ซ่อนเร้นในจักรวาล ซึ่งหนูสามารถตอบโจทย์นี้ได้ด้วยความสามารถในการเคลื่อนที่ผ่านเส้นทางที่แคบและมุมมืดที่เข้าถึงยาก ดังนั้น การใช้หนูเป็นพาหนะจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการสถิตอยู่ทุกหนแห่ง (Omnipresence) ของพระพิฆเนศ

ในฐานะ “ผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวง” พระพิฆเนศทรงเป็นผู้ขจัดอุปสรรคในชีวิตของผู้ที่อัญเชิญพระนามของพระองค์ ในยุคสมัยของพระองค์ พื้นที่เกษตรกรรมมักประสบปัญหาจากสัตว์ศัตรูพืชและสัตว์ฟันแทะที่ทำลายพืชผล ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเกษตรกรและผู้คนในแผ่นดิน การที่พระพิฆเนศมีหนูเป็นพาหนะจึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้แต่สัตว์ที่สร้างความเดือดร้อนอย่างหนู ก็สามารถถูกสยบและทำให้ยอมสยบต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ได้

Lord Ganesha mouse

พระชายาของพระพิฆเนศ

พระพิฆเนศทรงมีความปรารถนาที่จะอภิเษกสมรสกับสตรีผู้มีคุณลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นเดียวกับพระแม่ปารวตี พระมารดาของพระองค์

ตามที่ปรากฏในคัมภีร์คณปติปุราณะ (Ganesha Purana) และมุทกัลปุราณะ (Mudgala Purana) ระบุว่า พระพิฆเนศทรงประสบความยากลำบากในการเสาะแสวงหาพระชายาที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าพระมารดา พระองค์เริ่มทรงมีความกังวลในพระวรกายของพระองค์ และทรงเชื่อว่าไม่มีสตรีใดปรารถนาจะอภิเษกสมรสกับพระองค์ด้วยเหตุนี้

ตำนานเล่าว่า พระองค์ทรงเกิดความเศร้าโศกและกริ้วโกรธเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ทรงเห็นพิธีอภิเษกสมรสของเหล่าเทพเจ้าองค์อื่น พระองค์จะทรงสร้างความวุ่นวายจนทำให้เหล่าเทพต้องตกอยู่ในความลำบากใจ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้ พระพรหมจึงทรงส่งพระฤทธิ์และพระสิทธิ (Riddhi and Siddhi) ซึ่งเป็นโอรสที่กำเนิดจากพระทัย (Manas children) มาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพระพิฆเนศในยามที่มีพิธีมงคลสมรสเกิดขึ้น

ในอินเดียตอนเหนือ กล่าวกันว่าสตรีทั้งสองคือพระฤทธิ์และพระสิทธิ ในขณะที่อินเดียตอนใต้จะเรียกว่าพระพุทธิและพระสิทธิ

ในอินเดียตอนเหนือ กล่าวกันว่าสตรีทั้งสองคือพระฤทธิ์และพระสิทธิ ในขณะที่อินเดียตอนใต้จะเรียกว่าพระพุทธิและพระสิทธิ

พระฤทธิ์และพระสิทธิพยายามมอบความรู้ศักดิ์สิทธิ์ให้แก่พระพิฆเนศในยามที่มีพิธีมงคลสมรสเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพระองค์ อย่างไรก็ตาม เมื่อพระองค์ทรงทราบว่ามีการอภิเษกสมรสเกิดขึ้นโดยที่พระองค์ไม่ทรงทราบ พระองค์ก็ทรงกริ้วและสร้างความวุ่นวายอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการระงับความกริ้วของพระพิฆเนศ พระพรหมจึงทรงประทานพระฤทธิ์และพระสิทธิให้แก่พระองค์เพื่ออภิเษกสมรสเป็นพระชายา

ด้วยเหตุนี้ พระพิฆเนศจึงได้อภิเษกสมรสกับพระพุทธิและพระสิทธิ ซึ่งเป็นตัวแทนแห่งปัญญาและความสมบูรณ์แบบ โดยทั้งสองพระองค์ได้ประทานพระโอรสผู้สง่างามสองพระองค์นามว่า พระลาภและพระศุภ

Lord Ganesha wives

ความสำคัญขององค์พระพิฆเนศในศาสนาฮินดู

พระศิวะทรงสถาปนาองค์พระคณปติ—ผู้เป็นใหญ่แห่งเหล่าคณะ—ให้ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญาอันล้ำเลิศ ส่งผลให้พระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าผู้เป็นที่เคารพรักของเหล่าปราชญ์และผู้มีปัญญาจากทั่วทุกสารทิศ นอกจากนี้ ด้วยพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ในฐานะ “ผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวง” ทำให้ผู้ศรัทธามักจะน้อมอัญเชิญพระองค์มาเป็นที่พึ่งก่อนเริ่มภารกิจที่ยากลำบาก หรือก่อนการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่เสมอ ด้วยความรัก ความจงรักภักดี และความศรัทธาอันเปี่ยมล้นที่องค์พระพิฆเนศมีต่อพระศิวะ ทำให้พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งในดวงหฤทัยของพระศิวะ ด้วยเหตุนี้ พระศิวะจึงทรงมีบัญชาให้เหล่าสาวกทั้งหลาย เริ่มต้นพิธีกรรมทางศาสนาใดๆ ด้วยการอัญเชิญองค์พระพิฆเนศเป็นลำดับแรกเสมอ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเหตุใดในทุกพิธีบูชา (Puja) หรือในวาระอันเป็นมงคลของชาวฮินดู จึงต้องเริ่มต้นด้วยการสวดบูชาพระพิฆเนศ (Ganesh Aarti) เป็นอันดับแรก

องค์พระพิฆเนศทรงเป็นที่รักและเคารพบูชาอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก โดยทรงมีพระนามอันศักดิ์สิทธิ์มากกว่า 108 พระนาม อาทิ พระคณปติ (Ganjana), พระวินายก (Vinayaka), พระคณชาต (Ganjadat) และพระนามอื่นๆ อีกมากมาย เชื่อกันว่าพระองค์ทรงอุบัติขึ้นใหม่ในเดือนภัทรบท (Bhadra) ตามปฏิทินฮินดู ซึ่งตรงกับช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการฟื้นคืนชีพขององค์พระคณปติ เหล่าผู้ศรัทธาจึงได้ร่วมกันจัดเทศกาลคเณศจตุรถี ซึ่งเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ที่ยาวนานถึง 10 วัน เพื่อถวายความเคารพแด่พระองค์

Lord Ganesha, Hindu

พิธีกรรมและการเฉลิมฉลองแด่องค์พระพิฆเนศ

เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาอันแรงกล้า และเพื่อเฉลิมฉลองเรื่องราวและคำสอนอันล้ำค่าขององค์พระพิฆเนศ เหล่าผู้ศรัทธาจึงได้จัดเทศกาลคเณศจตุรถีซึ่งเป็นเทศกาลทางฮินดูที่ยาวนานถึง 10 วัน มีการปั้นเทวรูปองค์พระพิฆเนศอย่างประณีตงดงามเพื่ออัญเชิญเข้าสู่เทวสถานและบ้านเรือน โดยเหล่าผู้ศรัทธาจะประกอบพิธีบูชา (Puja) ในทุกๆ วันที่เทวรูปประดิษฐานอยู่ภายในบ้าน เพื่ออ้อนวอนขอให้พระองค์ทรงช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคทั้งปวงให้หมดสิ้นไป และประทานความมั่งคั่งรุ่งเรืองมาสู่ครัวเรือน

ในวันสุดท้ายซึ่งเป็นวันที่ 10 ของเทศกาล เทวรูปองค์พระพิฆเนศจะถูกอัญเชิญไปประกอบพิธีลอยน้ำ หรือที่เรียกว่าพิธีวิสารชัน (Visarjan) ซึ่งเป็นการแสดงสัญลักษณ์ถึงการส่งพระองค์กลับคืนสู่สรวงสวรรค์และวิมานอันศักดิ์สิทธิ์

ผ่านเรื่องราวแห่งพระชนม์ชีพ องค์พระพิฆเนศทรงถ่ายทอดบทเรียนแห่งความรัก ความศรัทธา ความสำคัญของปัญญา และสติปัญญา ให้ปรากฏชัดเจนอยู่เสมอ พระองค์ทรงเป็นดั่งจิตวิญญาณแห่งวัฒนธรรมฮินดูที่คอยพร่ำสอนให้เหล่าสรรพสัตว์ได้รับความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะยิ่งใหญ่หรือเล็กจ้อยเพียงใด ทุกชีวิตล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน

Ganesh Chaturthi Festival,

บทสรุปแห่งศรัทธา

องค์พระพิฆเนศทรงเป็นเทพเจ้าผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและเป็นผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวง ซึ่งความศรัทธาในพระองค์นั้นถูกสืบทอดผ่านเทศกาลคเณศจตุรถีและการบูชาด้วยความรักอันบริสุทธิ์ เพื่อให้ผู้ศรัทธาได้ตระหนักถึงคุณค่าของสติปัญญาและการเคารพในทุกสรรพชีวิตที่อยู่รอบตัวเราไว้

Spiritual Devotion, Divine

Source URL: https://vedgyaan.com/deities/ganesha/